Home ข่าวบันเทิง “พีท ทองเจือ” เปิดใจเกี่ยวกับเรื่องสร้างหนังขาดทุนยับ เป็นหนี้ 60 ล้าน ไม่มีเงินจ่ายค่าไฟบ้าน

“พีท ทองเจือ” เปิดใจเกี่ยวกับเรื่องสร้างหนังขาดทุนยับ เป็นหนี้ 60 ล้าน ไม่มีเงินจ่ายค่าไฟบ้าน

12 second read
0
4,635

วันนี้เราจะมาติดตามเรื่องราวของอดีตพระเอกชื่อดัง พีท ทองเจือ ผ่านรายการ วันดีคืนร้าย ทางช่องวัน31 ดำเนินรายการโดย “บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” และ “นีโน่ เมทนี บุรณศิริ” ถึงเบื้องหลังการสร้างภาพยนตร์ “Province 77” หรือ “จังหวัดที่ 77” ขาดทุนจนหมดตัว ขนาดที่ไม่มีเงินจ่ายค่าไฟมาแล้ว

คลิกติดตาม ข่าวบันเทิงฮอต ๆ ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อนโดย พีท ทองเจือ เล่าว่า “ตอนนั้นมีการรวมตัวกับเพื่อน ๆ ที่ช่องทำหนังด้วยกัน เพื่อนเป็นคนต่างชาติ เป็นหนังไทยแต่คนที่เขียนบทเป็นแมกซิกัน ถ่ายเทรลเลอร์ ทุกคนชอบก็เริ่มทำบท ทำสตอรี่บอร์ด คุยกับนายทุน

ตอนนั้นเรามีนายทุนคนไทยที่คุยไว้ ผู้ใหญ่สนใจ เราก็บินกลับไปอเมริกาเกือบปีนึง 3 เดือuก่อนเปิดเขาโทร.มาว่าขอถอนตัววจากหนังเรื่องนี้ ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ไม่มีการอธิบายว่ามีปัญหาอะไร”

“ตอนนั้นทีมเราอยู่แอลเอ ปรากฏว่าทุกอย่างต้องหยุด เพราะเราไม่มีเงินพาใครมาเลย ผมถ้าตั้งใจจะทำอะไร ต้องทำให้ได้ เราก็คิดทันทีให้ได้ว่าต้องเดินต่อไปอย่างไร ภรรยาสะกิดว่าเรามีเงินสดที่ไม่รวมทรัพย์สินอยู่ 10 ล้าน มันจะไปได้แค่ไหน เขาก็พร้อมสู้แต่ก็สะกิด เลยเปลี่ยนแผนทันที ผมหอบหนังไปตระเวนตามสตูดิโอใหญ่ ๆ ทั้งหลาย เช่น เซ็นจูรี่ 21 ฟอกซ์ หลาย ๆ สตูดิโอ”

“สุดท้ายไปเจอ คุณเมล กิ๊บสัน ไปเจอผู้ช่วยติดตัวเขาเลย เอาสตอรี่บอร์ดให้ดู เขาถามว่ามาจากไหนก็บอกว่ามาจาก Bangkok ไทยแลนด์ แล้วพอเราขับรถออกมาไม่ถึง 10 นาที เขาบอกว่าให้กลับมาด่วน เพราะเขาไปเสิร์ชชื่อ พีท ทองเจือ มันขึ้นมาว่าเป็นซัมบอดี้ในเมืองไทย เขาบอกว่าสิ่งที่ทำอยู่มันเกินลิมิตตัวเองรู้หรือเปล่า มันไม่มีทางเป็นไปได้”

“ผมก็บอกว่าผมสู้ ผมจะกลับบ้านไม่ได้ถ้าทำไม่สำเร็จ เขาก็บอกว่าโอเค เขาช่วยได้ แต่ถ้าขอเงินเราให้เงินสดไม่ได้ แต่ขอดูคอนแทกต์ทั้งหลายที่คุณติดต่อไว้ ทั้งบริษัทกล้อง บริษัทไฟ”

“เขาก็บอกว่าโอคบริษัทนี้เป็นคู่ค้าเขาอยู่แล้ว งั้นใช้วิธีว่าที่คุณเช่าไว้ ที่ดู ๆ คุณแค่ทำงานได้ เดี๋ยวทุกอย่างจะเพิ่มเป็นสเกลใหญ่ให้หมดเลย เหมือนอัพเกรด แต่ส่วนต่างให้บริษัทต่าง ๆ มาวางบิลให้กับเขา เขาไม่ให้เงินสด แต่เพิ่มมูลค่าให้ ถ้าไปที่เซ็ต กองถ่ายผม อุปกรณ์เครื่องมือ เครนใหญ่ทุกอย่าง ซูเปอร์ฮอลลีวู้ดเลย”

“จนกระทั่งใช้เงินเกือบหมดแล้ว 10 ล้าน พอเกือบหมดปุ๊บ ผมก็เรียกทุกคนมาขอประชุม ว่าโอเคนะ ต่อจากนี้การเดินทางต่อจากนี้ มันจะเป็นการเดินทางที่คาดคะเนอนาคตไม่ได้ ต้องประเมินเหตุการณ์วันต่อวัน ชั่วโมงต่อชั่วโมง ผมไม่รู้วินาทีไหนผมจะล้มหรือเดินต่อไม่ได้ ผมขอขอบคุณทุกคนที่มาช่วยผม

แต่จากวินาทีนี้ต่อไปถ้าใครไม่มั่นใจ ไม่สบายใจ หรือไม่ชอบผม ไม่อยากทำงานกับผม ขออนุญาตให้เดินออกจากห้องนี้เลย โดยที่เรายังเป็นเพื่อนกัน แต่ขอหยุดทุกอย่างไว้ตรงนี้ เพราะผมไม่แน่ใจว่าจะไปต่อได้แค่ไหน ผมโดนแกล้งสารพัด แล้วไม่มีใครเคลียร์ได้ มีแค่ผมคนเดียว ผมก็ขับรถจากกอง ไปหาเงินต่อ”

“ผมทำทุกอย่าง ง่าย ๆ ในหนังเป็นฉากที่เราต้องใช้รถซิ่งรถแข่ง 100 กว่าคันแล้วจะไปหาที่ไหนใช้เงินมหาศาลมาก เราไปที่โน่นก็ซื้อรถฮอนด้ามาแล้วแต่งเป็นรถซิ่ง แล้วกลางคืนผมก็ปลอมตัวไปซิ่งบนถนน ด้วยความที่เราเป็นนักแข่งอาชีพแต่เขาไม่รู้ เราขับเก่งกว่า

เราก็ชนะ เขาก็มาดูรถเรา ซึ่งรถเราไม่ได้มีของ ไม่มีอะไร ไม่ได้แต่งแรง แต่ฝีมือเราดีกว่า สุดท้ายก็รู้จักคนเยอะ วันมีตติ้งผมหยิบสตอรี่บอร์ดมาว่าผมมาทำหนัง ทุกคนก็เฮ้ย! จริงเหรอ ทุกคนมาช่วยกัน ไม่มีใครคิดเงินเลย”

“รถที่เอาเข้าฉากของเพื่อนที่เพิ่งรู้จักหมดเลย แล้วเราปลอมตัวไป เป็นวิธีนี้หมด มีรถโรลด์ไรเดอร์ ตัวร้ายจะขับ ผมติดต่อไปหนังสือโรลด์ไรเดอร์ ไปหาเขาที่ออฟฟิศ เอาสตอรี่ให้เขาดู ผมไม่มีเงินแต่ผมอยากทำอย่างนี้ ๆ

เขาก็ติดต่อรถที่เขาเรียกมาถ่ายปกให้ ไปคุยกับเจ้าของ เจ้าของเขาบอกว่าเขาชอบสิ่งที่เราพยายามทำ โอเค มาถ่ายให้ ไม่คิดตังค์ แล้วไปไปเพลย์บอย เอามิสเพลย์บอยมา ใช้วิธีเดิม เอาสตอรี่บอดร์ดให้เขาดู”

กว่าจะผ่านมาได้ สรุปขาดทุนหรือกำไร?

“ขาดทุนตอนนี้ประมาณ 15 ล้าน จาก 60 ล้าน เราไม่ได้ขายบ้านขายอะไร โชคดีที่เราอยู่ที่เมืองนอก”

มาถึงเมืองไทย ฟื้นตัวได้อย่างไร?

“อยู่ที่บ้านไม่ได้ เพราะไม่มีไฟ ไม่มีเงินจ่ายค่าไฟด้วย ต้องอาศัยบ้านภรรยา อยู่บ้านพ่อตา(หัวเราะ) ประกอบกับภรรยากลับมาจังหวะเริ่มตั้งท้องด้วย มีวันนึงเขาดันไปยกแพ็กน้ำ เขาเลืoดไหล ไปหาหมอ หมอบอกว่าเหมือนน้องจะหลุด ที่บ้านก็อยู่ลำบาก เลยย้ายไปอาศัยบ้านพ่อตาแม่ยาย เริ่มต้นชีวิตใหม่ ปรากฏว่าช่วงนั้นผมมาเป็นซัพพลายเออร์บริษัทรถยนต์”

“ตอนนั้นสั้น ๆ เลย เรามีเพื่อนคนนึงเป็นคนฮ่องกง เอาเรื่อง ดริฟท์ติ้ง ซิ่งสายฟ้า ที่เจย์โชวเล่นเข้ามา แล้วเขาไปขอสปอนเซอร์บริษัทรถยนต์บริษัทนึง ปรากฏว่าได้สปอนเซอร์ โจทย์คือต้องขนรถทั้งหมดจากบริษัทไปโชว์หน้าโรง ทั้งหมดประมาณ 20 โรงในเมืองไทย

เพื่อนก็โทร.มาว่าทำยังไงดี เขาเป็นคนฮ่องกงพูดไทยไม่ได้ รถประมาณโรงละ 5 คันเป็น 20 โรงต้องทำยังไง แล้วเขาให้งบคันละ 400 บาทในการขนไปและขนกลับ ผมก็บอกว่าเดี๋ยวผมรับเอง เพราะเราอยากได้เงิน”

“พอเริ่มทำปุ๊บ เริ่มเจอบริษัท เขาเห็นเราบู๊มากก็เริ่มคุย เขาออกรถกระบะรุ่นใหม่มา ด้วยความเป็นนักแข่งอาชีพ ผมก็บอกว่านอกจากคุณออกทีวี ยิงสื่อวิทยุ ออกหนังสือโน่นนี่นั่น สิ่งที่คุณต้องทำคือเอารถไปอยู่ในสนามแข่งให้ได้ เพื่อให้โชว์สมรรถนะ

เขาก็เริ่มตกหลุมเรา ให้งบมาและให้รถมาทำทีมแข่ง พอเริ่มทำทีมแข่ง เราก็เริ่มทำโรดโชว์ ภายใน 2 ปี ผมก็ฟื้นขึ้นมากะทันหัน รายได้เข้าปีนึงเกือบ 20 ล้าน แล้วก็เริ่มมีน้องคนแรก มีชีวิตที่เป็นครอบครัวที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมา”

แหล่งที่มา: thairath

เรียบเรียงโดย baansuann.com